ชีวิตจัดสรร

posted on 13 Sep 2009 22:44 by darkworldteam  in Idea

ทุกวันนี้ เราต้องยอมรับจริงๆ ว่าสังคมเมืองกำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่เฉพาะแค่พื้นที่ใจกลางมหานครเท่านั้น

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจำนวนประชากรที่มากขึ้น หรือเพราะขีดความพัฒนาการต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนๆ ก็สามารถจัดสรรได้อย่างครบถ้วน ไม่มีที่ไหนต่างกัน

เมื่อวาน (จนถึงเย็นวันนี้) ผมไปเยี่ยมญาติ (ลุงกับป้า) ที่หมู่บ้านจัดสรรแถวชานเมือง ผมไม่ได้ไปเยี่ยมทั้งคู่นานแล้ว จึงตัดสินใจไปเสียหน่อย ก่อนที่ตัวเองจะยุ่งมากกว่านี้

แม้ว่าบ้านลุงกับป้าผมจะอยู่เส้นชานเมืองที่ขับรถออกไปอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงจังหวัดเพื่อนบ้าน แต่สองข้างทางถนนหลวงก็ยังมีตึกอาคารหลังใหญ่ตระหง่านให้เห็นอยู่ร่ำไป ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่าสำหรับประกอบกิจการต่างๆ ซึ่งการตั้งอยู่ริมถนนเป็นข้อได้เปรียบทำให้ลูกค้ามองเห็นง่าย

แต่ขณะเดียวกัน ด้านหน้าเป็นอาคารอย่างว่า แต่ด้านหลังนั้นกลับต่างกัน ชุมชนเล็กๆ มากมายตั้งเรียงรายอยู่หลังอาคารเหล่านั้น หลายๆ ชุมชน บางคนยังยึดอาชีพปลูกผักปลูกข้าวปลูกไร่ ขณะที่บางคนละทิ้งอาชีพเกษตรกรขายที่ให้เหลือพออยู่แล้วเอาเงินมาปลูกบ้านหลังโต วิ่งรถเข้ามาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน เหล่านี้เป็นวิถีที่แตกต่างกันไปตามแต่ใครปรารถนา


ความแตกต่าง ขณะที่ชีวิตของคนบางคนมีบ้านหลังโต ทำงานบริษัทมีเงินเดือน
แต่อีกคนก็ยังมีชีวิตที่เรียบง่ายกับการปลูกพืชสวนทำไร่ ซึ่งชีวิตทั้งสองกลับอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก


ระหว่างนั่งรถเข้าบ้าน ผมมองสองข้างทางพบว่ามีอะไรเปลี่ยนไปมากจริงๆ สังคมชนบทที่ไม่ค่อยมีอะไรตอนนี้เริ่มมีอะไรแปลกตาเข้ามาเยอะ พร้อมกับจำนวนบ้านจัดสรรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ป้ายทั้งนาดเล็กและใหญ่เปิดจองบ้านมีให้เห็นมากมายพร้อมด้วยโปรโมชั่นส่งเสริมการขายต่างๆ ที่พยายามแข่งขันกัน

ธุรกิจการสร้างบ้านจัดสรรหากมีเงินลงทุนก็คงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อยู่มากโขทีเดียว ราคาบ้านหลังไม่ต่ำกว่าล้าน ราคาเท่านี้กับคนที่ไม่มีที่เป็นของตัวเอง ก็ถือว่าน่าจับจองไว้ ได้ทั้งที่ได้ทั้งบ้าน

แต่ไม่ได้ชีวิต

ชีวิตที่มาพร้อมบ้านจัดสรร สำหรับผมเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกทีเดียว ในความรู้สึก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความไม่คุ้นชินก็ได้ ผมไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมคนส่วนน้อยนักที่มาซื้อบ้านอยู่อย่างนี้แล้วเขาซื้อเพียงเพราะตัวเองอย่างเดียวใช่ไหม แต่เขาไม่ได้คำนึงถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมหมู่บ้านกันเลย และอาจจะเลยเถิดไปถึงคนรอบๆ ข้างหมู่บ้านและหมู่บ้านอื่นๆ

ทุกครั้งที่ผมไปเยี่ยมลุงกับป้า ผมแทบไม่เคยเห็นใครทักทายกันเลย ทุกคนต่างเก็บตัวเงียบงันอยู่ในหมู่บ้าน พอหิวก็ขับออกไปหาอะไรมาใส่ท้อง ถ้าบังเอิญบ้านข้างๆ หิวเหมือนกันก็อาจจะส่งยิ้มให้กันตามารยาทจากนั้นก็ต่างคนต่างไป เจอกันอีกทีก็ร้านข้าวร้านเดียวกันตรงหน้าปากซอย (ประสบการณ์ของลุงกับป้า)

มันเป็นอะไรไปหมด


ในเวลากลางวัน หากไม่รู้จักมักคุ้นกับหมู่บ้าน คนขวัญอ่อนอาจผวาได้ว่านี่เป็นเมืองร้างหรือเปล่า
เพราะแทบจะไม่มีชีวิตใดๆ หลุดรอดออกมาให้เห็น
ผู้คนส่วนใหญ่เลือกจะพักผ่อนอยู่ในบ้านของตัวเองมากกว่ามาทำปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน


อีกเรื่องที่ผมเห็นก็อดงงไม่ได้ คือ การออกมาจ่ายตลาดด้วยรถยนต์ ผมไม่แน่ใจว่าบ้านเหล่านั้นไม่มีรถคันเล็กสำหรับขับออกมาหรือไง แต่เขาเหล่านั้นก็ขับทั้งกระบะทั้งเก๋งลงมาจ่ายตลาดเสร็จแล้วก็ขึ้นรถขับกลับไป


หากจะเรียกที่นี่ว่าตลาดไฮโวก็คงไม่ผิดนัก เพราะส่วนหนึ่งของผู้คนขับรถยนต์พาครอบครัวออกมาจ่ายตลาดกันให้เห็นเรียงรายบนถนนที่เล็กและแคบ


อันที่จริงเรื่องตลาดนี่ ตอนผมออกมาซื้อของก็เห็นคนในหมู่บ้านเดินออกมาพร้อมกันหลายครอบครัวทีเดียว แต่ไม่ยักมีใครทักใคร ทั้งๆ ที่กำลังไปที่เดียวกันแท้ๆ


นอกจากพ่อค้าจะก้มหน้าขายของให้ลูกค้าแล้ว บทสทนาใดๆ ระหว่างลูกค้า คนขาย ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมา ปฏิสัมพันธ์ชุมชนใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ทุกคนยังอยู่ส่วนตัว ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม


อย่างที่บอกว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชนบทวิถีชีวิตจึงอยู่แบบง่ายๆ เช้ามาทำสวน ตกเย็นก็นอน ไม่ค่อยมีใครอยู่กันดึก แต่ตอนนี้เห็นทีจะไม่ใช่ ราว 5 ทุ่ม ผมปั่นจักรยานออกมาพิสูจน์ คนชนบทหลับหมดแล้ว (สังเกตจากบ้านแต่ละหลังที่ปิดไฟมืด) แต่คนในหมู่บ้านจัดสรรยังไม่หลับ เพราะมี 7-ELEVEN มาเปิด ดูจากสภาพแล้วคิดว่าคงไม่เกิน 2-3 เดือน ผมนึกเล่นๆ ว่า ตอนนี้ชาวบ้านคงยังงงอยู่ว่าไอ 24 ชั่วโมงนี้มีไว้ทำอะไร ถ้าเมื่อไหร่เขารู้ คราวนี้เราจะได้เห็นชาวสวนออกมานั่งกินมาม่าคัพหน้าร้านโชว์ห่วย 24 ชั่วโมงหลังนี้แน่


แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นที่รกร้าง แต่หลังจากที่มีการปลูกบ้านจัดสรรหลายแห่ง ร้านสะดวกซื้อตลอด 24 ชั่วโมง ก็เข้ามามีบทบาทกับชีวตผู้คนทันที โดยที่เขาไม่เลือกว่าบริเวณนี้ วิถีชีวิตเดิมของผู้คนเป็นอย่างไร



นี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ผมเห็น ชีวิตที่เรียกว่า ชีวิตจัดสรร

การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หยุดมันไม่ได้ สำคัญกว่าคือจะปรับตัวอย่างไรในการใช้ชีวิต คนเมืองที่มีบ้าน จะอยู่แบบตัวใครตัวมันอย่างนี้ต่อไป หรือเกษตรกรจะขายที่ให้นายทุนสร้างบ้านแล้วหันมานั่งกินมาม่าหน้า 7-11 อันนี้ก็สุดจะคาดเดา

แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร เรามีสิทธิเลือกใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ไม่ใช่ดังหุ่นยนต์  อย่าพันธนาการตัวเองไว้กับชีวิตจัดสรรดังหมู่บ้าน แต่จงจัดสรรชีวิตตัวเองให้มีคุณค่า และจงอย่าลืมว่าไม่มีกรงใดขังมนุษย์เราได้นอกจากใจเราเอง


เปิดประตู เปิดใจ อย่าให้สิ่งใดมากักขัง

 

.

.

.

.

 

จบ

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

กรุณาอ่านก่อน comment big smile

#1 By โลกมืด on 2009-09-13 23:00

อุ๊ย.....sad smile

#2 By freeda on 2009-09-13 23:04

อุ๊ย sad smile

#3 By j-di on 2009-09-13 23:07

ชอบภาพถ่ายรูปสุดท้ายจัง
บอกอะไรได้ตั้งมากมาย

question

#4 By รองเท้าแก้ว on 2009-09-13 23:12

5555+

ตูว่าแล้ว ต้องมีคนต๊กกะใจกับ comment แรกแน่

haha

#5 By โลกมืด on 2009-09-13 23:13

55555555555555

จะมาเม้นว่ายาว พรุ่งนี้จะมาอ่าน

เจอเม้นแรกเข้าไป นั่งลังเลไปหนึ่งอึดใจ

ว่ายังไม่ได้อ่านเม้นดีมะฟระ

แต่เราไม่ใช่อย่างเม้นสองกับสามนะ แข่งกันเป็นที่ 1 แล้วค่อยอ่านแล้วค่อยเม้น 555555555

พรุ่งนี้มาอ่านนะ สัญญา (ยื่นนิ้วก้อยสุดริด) พอดีถอดคอนแทคแล้ว และหาแว่นไม่เจออ่ะค่ะ

#6 By จอมบงการ on 2009-09-13 23:14

2 กับ 3 ผมไม่ได้เขียนเรื่อล อุ๊ย นะครับ confused smile

#7 By โลกมืด on 2009-09-13 23:17

ลืมบอกไปค่ะ เราอ่านเรื่องจบก่อน comment นะ

อืม รูปสุดท้ายอ่ะ

เหมือนกับ...
พจน์จมานกำลังมองเข้าไปในบ้านทรายทองเลยค่ะ
5555
question question

#8 By รองเท้าแก้ว on 2009-09-13 23:28

อ่านแล้ว นิดนึงopen-mounthed smile

#9 By O ช้างต้น on 2009-09-13 23:35

หลังจากที่ต๊กกะใจ ก็ลุกขึ้นวิ่งไปตั้งสติหน้าบ้าน(เพื่อน)ก่อน แล้วอาบน้ำอย่างใจเย็น ละเลียดอ่านบทความแบบไม่รีบsad smile (มีใครรีบไหม๊)embarrassed

เมื่ออ่านจบ เป็นไปตามคาดการเอาไว้ เขียนได้เห็นภาพ(ซึ่งก็มีภาพประกอบอยู่sad smile) ชีวิตจัดสรรไม่ได้ดูเรียบหรูเหมือนบ้าน บ้านจัดสรรไม่ได้ดูเรียบหรูเหมือนชีวิต ทุกชีวิตอยากมีบ้าน แต่อย่าใช้ชีวิตแบบจัดสรรเหมือนบ้าน

ปล.อาจยากต่อความเข้าใจในบทความ เพราะรอบกายของฉันมิได้ดูจะจัดสรรแบบนั้น หรืออาจเป็นความโชคดีที่ทุกคนที่เดินผ่านฉัน ในหมู่บ้าน ข้างทาง หรือ ตลาด มักจะหันมาหยุดคุยกับฉันเสมอ big smile

โชดดีที่ไม่มีชีวิตที่จัดสรรเหมือนหมู่บ้านbig smile big smile
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#10 By freeda on 2009-09-13 23:39

ก่อนตอบ

ขอตะโกนเป็นภาษา เคนย่า ว่า

df;lhj;lfhjflkhjlkfh; แปลเป็นไทยว่า โดนใจมากได้อีก

ชีวิตจัดสรร cry cry cry

คม และ บาด ลึก ถึงก้นบ้งของใจได้อีก สุดๆๆๆๆ

.................................................................

โอเคเข้าเรื่อง sad smile

จริงครับทุกวันนี้สังคมไทยกลายเป็นสังคมจัดสรรจริง ๆ

โครงการบ้านจัดสรรต่างๆ พุดขึ้นมากมาย
จัดแต่งบริเวณโครงการซะสวยหรูทำให้น่าอยู่
ดูเป็นสังคมที่ดี

แต่ใจคนที่ซื้อและมาอยู่กลับเปลี่ยนไป
และไม่ได้ดำเนินชีวิตแบบตามที่โครงการได้จัดให้

ไม่ใช่แค่บ้านจัดสรรที่เป็นนะครับ

ห้องพัก อพาตเมนต์ คอนโด

ขนาดห้องอยู่ใกล้กันยังไม่คุยกันเลย
ขนาดห้องตรงกันข้ามยังไม่ทักกันเลย

เมื่อวิถีชีวิตของมนูษย์เปลี่ยน ใจคนก็เปลี่ยนตามไป

คิดแล้วก็เศร้ายิ่งนัก

แต่ผมก็ยังรู้สึกดีที่สังคมรอบบ้านของผมยังคงไม่เป็นแบบนั้น ทุกคนรู้จักกันหมด คุยกัน ช่วยเหลือกัน
เวลาเดินไปเจอกันที่ไหนก็ทักกัน เจอหน้าบ้านก็ทักและคุยกัน ไปตลาดก็คุยนั้นคุยนี้กัน

สถานที่นี้ก็คือ ชนบทบ้านของผมเอง ผมพูดได้เป็นปากเลยว่า ผมอยุ่ชนบท และผมก็ภูมิใจมากที่อยุ่ที่นี่
(แต่อยู่ชนบทก้ยังมีเน็ตเล่นอ่ะนะ sad smile )

ชอบประโยคนี้มาก ๆ

" ซื้อบ้านจัfสรรได้ทั้งบ้านได้ทั้งที่ดิน "

แต่ไม่ได้ชีวิต

และที่โดนใจอีกคือประโยคที่ว่า
อย่าพันธนาการตัวเองไว้กับชีวิตจัดสรรดังหมู่บ้าน แต่จงจัดสรรชีวิตตัวเองให้มีคุณค่า และจงอย่าลืมว่าไม่มีกรงใดขังมนุษย์เราได้นอกจากใจเราเอง

ขอคาราวะกับประโยคนี้ครับ

ป.ล.1 7-ELEVEN นี้มีทุกที่จริง ๆ เถอะ ผมเคยเห็นมี
7-ELEVEN อยุ่บนเขา เห็นแล้วก็ ฮ่วยยยยย อุตส่าห์มาพักผ่อนบนเข้ากับธรรมชาติแล้วนะ ยังตามมาหลอกหลอนได้อีก

ป.ล.2 และก็ยังคงตอบยาวเหมือนเดิม ผม sad smile
ทำไงได้ก็ตอบสั้นๆๆไม่เป็นอ่ะ sad smile

อ่านเรื่อง ชีวิตจัดสรร จบ

ก็ต้องจัดสรรดาวให้ไป

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

คร่อกกกกกกกกกกกกกกกกก

#11 By j-di on 2009-09-13 23:42

จริงๆ แล้วมันก็แค่มุมมุมหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าทั้งหมดจะเป็นแบบนี้ ก็แค่บังเอิญที่ผมไป มันเป็นอย่างนั้นก็เท่านั้น confused smile

#12 By โลกมืด on 2009-09-13 23:44

นั้นไง

คุณโลกมืด

ดัก ทาง การคอมเม้นต์แรก เอาไว้ ซะงั้น





ป.ล. อุ๊ยยยยยยยยยยย cry cry cry cry

จัดไปอีก Hot! Hot! ครบ 7 ดาว

#13 By j-di on 2009-09-13 23:46

สมัยเด็กตอนไปเยี่ยมญาติที่ ตจว.ก็จะไปเล่นกับเด็กข้างบ้าน พอทีนี้บ้านญาติสร้างเสร็จมีรั้วรอบขอบชิดผู้ใหญ่ก็ไม่ให้ออกไปเล่นกับเด็กข้างบ้านอีกเลย...ได้แต่ยืนเกาะรั้วดูเค้าเล่นกัน...เฮ้อสังคม

#14 By Mango Hotel on 2009-09-13 23:49

น่าจะรู้จักจัดสรรความคิดและจิตสำนึกกันบ้าง..big smile big smile

#15 By kriangkrai on 2009-09-14 00:17

Hot! Hot! Hot!
เห็นด้วยอย่างยิ่งเราเองอยู่ในหมู่บ้านจัดสรร
ได้คุยกะเพื่อนบ้านแค่ 2 หลังเอง นอกนั้นไม่รู้จักจำหน้าไม่ได้ นึกถึงถ้าอยู่บ้านนอกรู้จักกันทั้งตำบลไปแล้วค่ะ
ไปตลาดนัดตอนเย็นก็เอารถไป ไม่มีใครถามใคร ชวนใครติดรถ เฮ้อ..เนาะ
ชอบรูปแรกนะคะ ได้ฟิวความแตกต่างดีค่ะ

(ท่านๆ เราอ่านก่อนเม้นท์นะจ๊ะ อย่าดุเรานะท่าน อิอิ)confused smile

#16 By Pat on 2009-09-14 06:35

จัดสรรมากไปก็คงไม่ดี ถ้าไม่จัดเลยก็แย่เหมือนกันเนาะ..big smile

#17 By Kiss The Rain on 2009-09-14 06:38

สังคมเมืองมันคืบคลานเข้ามาย่านชนบทมากขึ้นเรื่อยๆครับ น่าเสียดายที่อีกไม่นานเราก็จะไม่ได้เห็นชีวิตชนบทแบบดั้งเดิมอีก

ชีวิตที่มาพร้อมบ้านจัดสรร มันเปลี่ยนวิถีของสังคมไปมากทีเดียวHot! Hot!

#18 By Clepsydra:: on 2009-09-14 06:51

ทุกวันนี้ผมก็แทบไมไ่ด้ออกไปทักผู้คนเลยครับsad smile
ชีวิตในเมืองมักเป็นแบบนี้
ถ้าเป็นไปได้ ตั้งใจไว้ว่าจะไปปลูกบ้านอยู่บ้านนอก บนที่ดินของแม่ ที่มีบ่อน้ำ ทุ่งนา และเพื่อนบ้านที่เป็นญาติกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ

ตั้งใจจะปลูกบ้านมาหลายปีแล้ว คิดว่าปีนี้น่าจะสำเร็จ

#20 By จอมบงการ on 2009-09-14 10:05

ตอนเด็กๆอยู่บ้านยาย
รั้วที่กั้นระหว่างบ้านแต่ละหลังคือสวนค่ะ
ใครผ่านหน้าบ้านตะโกนทักกันตลอด
เพราะรู้จักกันหมด(บางทีเป็นญาติๆกันก็มี)
หน้าไหนข้าวโพดออก
บ้านเรามีข้าวโพดต้มกินเป็นถุงปุ๋ยโดยที่ไม่ต้องซื้อ
(แถวบ้านยายปลูกข้าวโพดสลับกับอ้อย)
วันไหนยายลืมเปิดไฟหน้าบ้าน
บ้านตรงข้ามยังเดินมาดูว่ามีอะไรผิดปกติรึเปล่า
ร้านสะดวกซื้อไม่มีหรอกค่ะ
มีแต่ร้านชำเล็กๆขายของที่จำเป็น
(ของที่ปลูกเองไม่ได้ ทำใช้เองไม่ได้)
นี่คือภาพของบ้านยายเมื่อ 20 ปีที่แล้วค่ะ
ไม่ใช่บ้านจัดสรร
แต่ทุกคนจัดสรรชิวิตของตัวเองค่ะbig smile

#21 By chabarimklong on 2009-09-14 10:57

ฮ่าๆๆมีคอมเมนท์ดักคอ กร้ากๆๆๆ

เห็นที่คุณโลกมืดเอามาให้ดูเเล้ว ยิ่งเพิ่มความรู้สึกว่าตัวเอง ไม่อยากไปอยู่กรุงเทพเสียอย่างนั้น เหอๆๆๆ ตั้งใจว่าจะหางานทำอยู่แถวๆบ้านนี่ล่ะ แม้ว่าเงินเดือนน้อยหน่อย... แต่คงไม่ต้องไปผจญอยู่กับมนุษย์จัดสรรเนอะbig smile

#22 By Nart on 2009-09-14 11:31

ลืมๆๆๆๆ Hot! (โดยมิได้โดนกดดันแต่อย่างใด)question

#23 By Nart on 2009-09-14 11:33

ชีวิตเมืองกรุง ชีวิตจัดสรร..ในเมืองที่ไม่ยอมหลับ

เมืองที่เปิด 24 ชั่วโมง เพราะมี 7-11

ทุกวันนี้ พ่อที่ต่างจังหวัด..ต้องซื้ออีควล..สารให้ความหวาน ปกติจะซื้อให้ พ่อค่ะ แต่มีบางช่วงที่หมดซะก่อน

เลยบอกพ่อว่า..เข้า 7-11 ที่หน้าหมู่บ้านสิ..

พ่อบอก ไม่เอา เข้าไม่เป็น ต้องไปหาเอง..แล้วเดินไปจ่ายตังเอง..ไม่ชอบ

พ่อชอบเดินเข้าร้านโชห่วย..และตะโกนบอก เอาอีควล กล่องนึง..เหะ เหะ ง่ายกว่า..

แอบขำพ่อ..แต่ก็แอบดีใจลึกๆ ว่าดีแล้วล่ะ..ไม่ต้องปรับตัวอะไรมากมายให้เหนื่อยหรอก เป็นอย่างที่พ่อเป็นเถอะ..

แล้วอีกเรื่อง บ้านลุกสาว ที่ซื้อบ้านจัดสรรอยู่ที่ กทม. พ่อไม่ยอมมาอยู่ด้วยเลย..เหตุเพราะเหตุผลเหมือนในเอนทรี่นี้เลยค่ะ..

ไม่มีใครรู้จักใครเลย..พ่อเดินยิ้มไปตลอดหมู่้บ้านยังไม่มีใครออกมาคุยกับพ่อเลย

พ่อเลยต้องไปนั่งคุยกับยาม ซะเลย..ฮ่าๆ..

ถ้าเลือกได้ ก็ไม่อยากมีชีวิต จัดสรร เหมือนกันค่ะ big smile Hot!
แต่ละรูปนี่ สวยๆ ทั้งนั้นเลย ..

ชีวิตคนกรุงก็อย่างนี้ล่ะค่ะ ส่วนมากก็จะเป็นแบบนี้ ไม่สนใจคนข้างบ้าน ถ้าเขาไม่ทะเลาะกันแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า หรือมีสัตว์เลี้ยงที่เห่าเสียงดัง ก็คงไม่ได้สนใจอะไรกันนัก

คิดถึงชีวิตชนบทเหมือนกัน สมัยเด็กๆ แม่แกงอะไรที ก็ต้องตักใส่ชามวิ่งไปให้ข้างบ้านประมาณ 2-3 บ้านใกล้เคียง ตอนนั้นรู้สึกสนุกมาก เพราะว่าจะได้เสนอหน้าเอากับข้าวฝีมือแม่ไปแจก.. สมัยนี้ก็คงไม่มีแบบนี้แล้วล่ะ..

#25 By แอ้ on 2009-09-14 13:28

ว่าแล้วทำไมวันเสาร์ไม่เจอเราในงานคอนเสิร์ต

ที่แท้ก็ไปชานเมืองมานี่เอง

เรื่องขับรถออกมาซื้อกับข้าวนี่ส่วนมากจะเจอพวกหมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ลึกๆ มีบ่อย

ชีวิตจัดสรรสินะ 555

#26 By eskimo on 2009-09-14 13:45

อ่านจบแล้ว ค่อยเมนต์ได้มั๊ย





#27 By แวนด้า on 2009-09-14 14:16

sad smile กร๊ากกกกกก เข้ามาแอบขำเจดี กับป้าฟรีด้า
โดนคุณโลกมืด ดักทาง ฮ่าๆๆๆๆ confused smile confused smile

ส่วนอีฟ...
แค่แวะมาขำ ยังอ่านไม่ไหว แค่นี้แหละ เอิ๊กกกกกกก





ไปละ

ชะsad smile










เย่ย ไม่ช่ายย sad smile sad smile sad smile sad smile sad smile


เห็นด้วยนะคะ ปัจจุบันความเจริญทั้งหลายมันเข้ามา
ครอบงำทุกอนูบนพื้นโลกแล้วอ่ะค่ะ เสียดายความเรียบง่าย
และสงบสุข ความมีน้ำใจ แะลรู้จักกันทุกหลังคาเรือน
แบบชาวบ้านๆ เมื่อก่อนแถวๆบ้านอีฟก็สงบสุขดี
มีแต่ทุ่งนาด้วย แต่ตอนนี้มีบ้านจัดสรรและหอพักเต็มเลยsad smile
แต่ถ้ากลับไปบ้านยาย โอ้วววว ยังคงความเป็นวิถีชนบทอยู่มากค่ะ
เดินออกมาจากบ้าน คนรู้จักกันทุกบ้านเลย หลังไหนๆ
ก็ญาติตัวเอง กร๊ากกกกก แต่มันน่ารักและอุ่นใจดีนะคะ
เวลามีอะไร เค้าก็ช่วยเหลือ และมีน้ำใจต่อกันจริงๆค่ะ

ว้า พูดแล้วก็คิดถึงบ้านยายแฮะ อยากกลับไปหาสวนมะขามของยายsurprised smile

คุณโลกมืด ว่างๆไปเยี่ยมสวนมะขามที่บ้านยายของอีฟด้วยกันนะ
ป้าฟรีด้า เจดีด้วย อิอิ

เอ๊ะ ยังไง embarrassed
ชั้นมาป่วนบล็อกคนอื่นอีกแร้น ฮ่าๆๆๆ sad smile

ขอโทษทีค่ะ ที่เม้นสั้นเกินไป
อีฟทำได้แค่นี้จริงๆ ฮ่าๆๆๆๆ question

Hot! Hot! Hot!

#28 By สส.eVeZaa on 2009-09-14 17:10

นี่คงเป็นสาเหตุที่เราชอบชีวิตชนบทมากกว่าในเมือง

อยากกลับบ้าน


big smile

#29 By บินสูง on 2009-09-14 17:42

555555 กรุณาอ่านก่อนคอมเม้นต์

เค้าอ่านนะตัวเอง

กำลังคิดว่าชีวิตเราจัดสรรด้วยมั๊ยนะ

ไม่น่าเราออกจะปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านออกบ่อย แถมจะเยอะไปซะด้วยสิ
เอ่อ!! บล๊อกนี้มีประกวดคอมเม้นต์ยาวด้วยเหรอคะ sad smile sad smile sad smile
สังคมเมือง หรือคนมีอันจะกินมากๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ
ไม่ใช่มีเฉพาะในหมู่บ้านจัดสรรน่ะ ห้องเช่าบางทีห้องติดกันยังไม่คุยและไม่รู้จักกันเลย ...

#32 By ไผ่ลู่ลม on 2009-09-14 21:36

ผมเห็นด้วยครับ ในอนาคตคนเราคงจะห่างเหินกันมากขึ้น

#33 By XEGXEF on 2009-09-14 23:27

big smile

Hot! Hot!

#34 By ♥..Ta๊y๋l๏r๊~ * on 2009-09-15 00:10

เดี๋ยวนี้อะไรก็เปลี่ยนไปเยอะ

คงเป็นเพราะวิถีมันเปลี่ยน

อะไรหลายๆอย่างมันเพิ่มเข้ามา

เมื่อก่อนไม่มีความบันเทิงถึงในบ้านเหมือนทุกวันนี้

โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต

เมื่อก่อนไม่มี

คนเลยออกมาสู่โลกเยอะกว่าคนสมัยนี้

ที่อยู่แต่ในบ้าน ก็สามารถทำอะไรได้

โดยที่ไม่จำเป็นต้องออกไปพบใคร


และมันคงจะเป็นต่อไปเรื่อยๆ

และคงมีอะไรเพิ่มขึ้นอีกต่อไป

โปรดติดตาม

big smile

#35 By tae_moship on 2009-09-15 00:18

อาจจะเป็นเพราะสังคมปัจจุบันมันไม่ง่ายต่อการไว้วางใจ
ผู้คนถึงดูเกร็งๆ เกรงๆ ต่อการมีปฎิสัมพันธ์กับคนอื่น
...
แต่เชื่อว่า..ลึกๆ แล้วทุกคนคงอยากจะทักทายพูดจากัน
แต่เพราะไม่มีใครกล้าเริ่ม...
ความเงียบเลยครอบคลุมต่อไป...
และคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปอีกนาน
sad smile

#36 By TaNYa ~ PoNd on 2009-09-15 09:38

น่าอึดอัดจริงๆ

#37 By zaakikuya (114.128.49.209) on 2009-09-15 23:45

พอดีไม่มาหลายวันเลยแวะมาดูความยาวคอมเมนท์ก่อน อิอิ

ขอบอกว่าแต่ละคนคอมเมนท์ในระดับที่อัพเอนทรี่ของตัวเองได้สบายๆเลยครับ

โดยเฉพาะอีตา #11 แกเมนท์ยาวได้โล่ห์

ทั้งๆเพิ่งกัดจิกคนเมนท์ยาวอย่างพี่ไปหมาดๆ แฮ่ๆ

ว่าแล้วขอไปอาบน้ำให้สบายตัวแบบเจ๊เกี๊ยงก่อนแล้วค่อยมาอ่านใหม่นะครับ แหะแหะ(ว่าแต่เค๊า...)

#38 By k_i on 2009-09-16 00:56

เป็นอีกหนึ่งเรื่องราวดีดีที่ควรรู้กันเลยละครับ ปัจจุบันสังคมเปลี่ยนไปมากจริงๆ บรรยากาศความมีชีวิตชีวาของชุมชนก็เริ่มหายไป อ่านแล้วลองคิดตามก็จะได้ข้อคิดเยอะเหมือนกันครับ surprised smile

#39 By ~ ศิโร ~ on 2009-09-16 12:34