ชีวิตจัดสรร
posted on 13 Sep 2009 22:44 by darkworldteam in Ideaทุกวันนี้ เราต้องยอมรับจริงๆ ว่าสังคมเมืองกำลังขยายตัวออกไปเรื่อยๆ ไม่เฉพาะแค่พื้นที่ใจกลางมหานครเท่านั้น
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะจำนวนประชากรที่มากขึ้น หรือเพราะขีดความพัฒนาการต่างๆ ที่ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนๆ ก็สามารถจัดสรรได้อย่างครบถ้วน ไม่มีที่ไหนต่างกัน
เมื่อวาน (จนถึงเย็นวันนี้) ผมไปเยี่ยมญาติ (ลุงกับป้า) ที่หมู่บ้านจัดสรรแถวชานเมือง ผมไม่ได้ไปเยี่ยมทั้งคู่นานแล้ว จึงตัดสินใจไปเสียหน่อย ก่อนที่ตัวเองจะยุ่งมากกว่านี้
แม้ว่าบ้านลุงกับป้าผมจะอยู่เส้นชานเมืองที่ขับรถออกไปอีกไม่กี่นาทีก็จะถึงจังหวัดเพื่อนบ้าน แต่สองข้างทางถนนหลวงก็ยังมีตึกอาคารหลังใหญ่ตระหง่านให้เห็นอยู่ร่ำไป ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารพาณิชย์ให้เช่าสำหรับประกอบกิจการต่างๆ ซึ่งการตั้งอยู่ริมถนนเป็นข้อได้เปรียบทำให้ลูกค้ามองเห็นง่าย
แต่ขณะเดียวกัน ด้านหน้าเป็นอาคารอย่างว่า แต่ด้านหลังนั้นกลับต่างกัน ชุมชนเล็กๆ มากมายตั้งเรียงรายอยู่หลังอาคารเหล่านั้น หลายๆ ชุมชน บางคนยังยึดอาชีพปลูกผักปลูกข้าวปลูกไร่ ขณะที่บางคนละทิ้งอาชีพเกษตรกรขายที่ให้เหลือพออยู่แล้วเอาเงินมาปลูกบ้านหลังโต วิ่งรถเข้ามาทำงานเป็นมนุษย์เงินเดือน เหล่านี้เป็นวิถีที่แตกต่างกันไปตามแต่ใครปรารถนา

ความแตกต่าง ขณะที่ชีวิตของคนบางคนมีบ้านหลังโต ทำงานบริษัทมีเงินเดือน
แต่อีกคนก็ยังมีชีวิตที่เรียบง่ายกับการปลูกพืชสวนทำไร่ ซึ่งชีวิตทั้งสองกลับอยู่ไม่ห่างกันเท่าไหร่นัก
ระหว่างนั่งรถเข้าบ้าน ผมมองสองข้างทางพบว่ามีอะไรเปลี่ยนไปมากจริงๆ สังคมชนบทที่ไม่ค่อยมีอะไรตอนนี้เริ่มมีอะไรแปลกตาเข้ามาเยอะ พร้อมกับจำนวนบ้านจัดสรรที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ป้ายทั้งนาดเล็กและใหญ่เปิดจองบ้านมีให้เห็นมากมายพร้อมด้วยโปรโมชั่นส่งเสริมการขายต่างๆ ที่พยายามแข่งขันกัน
ธุรกิจการสร้างบ้านจัดสรรหากมีเงินลงทุนก็คงเป็นอาชีพที่สร้างรายได้อยู่มากโขทีเดียว ราคาบ้านหลังไม่ต่ำกว่าล้าน ราคาเท่านี้กับคนที่ไม่มีที่เป็นของตัวเอง ก็ถือว่าน่าจับจองไว้ ได้ทั้งที่ได้ทั้งบ้าน
แต่ไม่ได้ชีวิต
ชีวิตที่มาพร้อมบ้านจัดสรร สำหรับผมเป็นอะไรที่ค่อนข้างแปลกทีเดียว ในความรู้สึก ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นความไม่คุ้นชินก็ได้ ผมไม่ค่อยเข้าใจนักว่าทำไมคนส่วนน้อยนักที่มาซื้อบ้านอยู่อย่างนี้แล้วเขาซื้อเพียงเพราะตัวเองอย่างเดียวใช่ไหม แต่เขาไม่ได้คำนึงถึงคนอื่นๆ ที่อยู่ร่วมหมู่บ้านกันเลย และอาจจะเลยเถิดไปถึงคนรอบๆ ข้างหมู่บ้านและหมู่บ้านอื่นๆ
ทุกครั้งที่ผมไปเยี่ยมลุงกับป้า ผมแทบไม่เคยเห็นใครทักทายกันเลย ทุกคนต่างเก็บตัวเงียบงันอยู่ในหมู่บ้าน พอหิวก็ขับออกไปหาอะไรมาใส่ท้อง ถ้าบังเอิญบ้านข้างๆ หิวเหมือนกันก็อาจจะส่งยิ้มให้กันตามารยาทจากนั้นก็ต่างคนต่างไป เจอกันอีกทีก็ร้านข้าวร้านเดียวกันตรงหน้าปากซอย (ประสบการณ์ของลุงกับป้า)
มันเป็นอะไรไปหมด

ในเวลากลางวัน หากไม่รู้จักมักคุ้นกับหมู่บ้าน คนขวัญอ่อนอาจผวาได้ว่านี่เป็นเมืองร้างหรือเปล่า
เพราะแทบจะไม่มีชีวิตใดๆ หลุดรอดออกมาให้เห็น
ผู้คนส่วนใหญ่เลือกจะพักผ่อนอยู่ในบ้านของตัวเองมากกว่ามาทำปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
อีกเรื่องที่ผมเห็นก็อดงงไม่ได้ คือ การออกมาจ่ายตลาดด้วยรถยนต์ ผมไม่แน่ใจว่าบ้านเหล่านั้นไม่มีรถคันเล็กสำหรับขับออกมาหรือไง แต่เขาเหล่านั้นก็ขับทั้งกระบะทั้งเก๋งลงมาจ่ายตลาดเสร็จแล้วก็ขึ้นรถขับกลับไป

หากจะเรียกที่นี่ว่าตลาดไฮโวก็คงไม่ผิดนัก เพราะส่วนหนึ่งของผู้คนขับรถยนต์พาครอบครัวออกมาจ่ายตลาดกันให้เห็นเรียงรายบนถนนที่เล็กและแคบ
อันที่จริงเรื่องตลาดนี่ ตอนผมออกมาซื้อของก็เห็นคนในหมู่บ้านเดินออกมาพร้อมกันหลายครอบครัวทีเดียว แต่ไม่ยักมีใครทักใคร ทั้งๆ ที่กำลังไปที่เดียวกันแท้ๆ

นอกจากพ่อค้าจะก้มหน้าขายของให้ลูกค้าแล้ว บทสทนาใดๆ ระหว่างลูกค้า คนขาย ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมา ปฏิสัมพันธ์ชุมชนใหม่ยังไม่เกิดขึ้น ทุกคนยังอยู่ส่วนตัว ไม่ว่าใครจะประกอบอาชีพใดๆ ก็ตาม
อย่างที่บอกว่า พื้นที่บริเวณนี้เป็นหมู่บ้านชนบทวิถีชีวิตจึงอยู่แบบง่ายๆ เช้ามาทำสวน ตกเย็นก็นอน ไม่ค่อยมีใครอยู่กันดึก แต่ตอนนี้เห็นทีจะไม่ใช่ ราว 5 ทุ่ม ผมปั่นจักรยานออกมาพิสูจน์ คนชนบทหลับหมดแล้ว (สังเกตจากบ้านแต่ละหลังที่ปิดไฟมืด) แต่คนในหมู่บ้านจัดสรรยังไม่หลับ เพราะมี 7-ELEVEN มาเปิด ดูจากสภาพแล้วคิดว่าคงไม่เกิน 2-3 เดือน ผมนึกเล่นๆ ว่า ตอนนี้ชาวบ้านคงยังงงอยู่ว่าไอ 24 ชั่วโมงนี้มีไว้ทำอะไร ถ้าเมื่อไหร่เขารู้ คราวนี้เราจะได้เห็นชาวสวนออกมานั่งกินมาม่าคัพหน้าร้านโชว์ห่วย 24 ชั่วโมงหลังนี้แน่

แต่เดิมพื้นที่ตรงนี้เป็นที่รกร้าง แต่หลังจากที่มีการปลูกบ้านจัดสรรหลายแห่ง ร้านสะดวกซื้อตลอด 24 ชั่วโมง ก็เข้ามามีบทบาทกับชีวตผู้คนทันที โดยที่เขาไม่เลือกว่าบริเวณนี้ วิถีชีวิตเดิมของผู้คนเป็นอย่างไร
นี่เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตที่ผมเห็น ชีวิตที่เรียกว่า ชีวิตจัดสรร
การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หยุดมันไม่ได้ สำคัญกว่าคือจะปรับตัวอย่างไรในการใช้ชีวิต คนเมืองที่มีบ้าน จะอยู่แบบตัวใครตัวมันอย่างนี้ต่อไป หรือเกษตรกรจะขายที่ให้นายทุนสร้างบ้านแล้วหันมานั่งกินมาม่าหน้า 7-11 อันนี้ก็สุดจะคาดเดา
แต่ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ทำอาชีพอะไร เรามีสิทธิเลือกใช้ชีวิตอย่างมนุษย์ไม่ใช่ดังหุ่นยนต์ อย่าพันธนาการตัวเองไว้กับชีวิตจัดสรรดังหมู่บ้าน แต่จงจัดสรรชีวิตตัวเองให้มีคุณค่า และจงอย่าลืมว่าไม่มีกรงใดขังมนุษย์เราได้นอกจากใจเราเอง

เปิดประตู เปิดใจ อย่าให้สิ่งใดมากักขัง
.
.
.
.
จบ

#1 By โลกมืด on 2009-09-13 23:00